สลับมาที่มุมแดงบ้าง
"โลกของโซฟี"
หลายคนคงเคยอ่านที่เป็นภาษาอังกฤษในชื่อของ "Sophie's World" โดย โยสไตน์ กอร์เดอร์ นักเขียนชาวนอร์เวย์
แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน 55

ด้วยความเป็นชาตินิยมอยู่ลึกๆ ตามนโยบายของรัฐบาลจอมพลป. ผมจึงต้องอ่านที่แปลเป็นภาษาไทยโดย สายพิณ ศุพุทธมงคล
คนที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมคือ อ.ต้นข้าว 1 ปีต่อมาก็มีคนแนะนำอีกคือพี่หมู จิรากร ประสงค์กิจ จากนั้นก็มีคนแนะนำเล่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
จนต้องไปซื้อมาอ่านตามคำเรียกร้อง
"โลกของโซฟี" เป็นหนังสือปรัชญา (ยืนยันว่าไม่ใช่หนังสือของไอ้แอน) ที่อ่านง่ายอีกเล่มนึง
คนเขียนพยายามจะทำให้คนอ่านเป็น"โซฟี อามุนด์เซ่น" นางเอกของเรื่อง โซฟีเป็นเด็กตัวน้อยๆ วัยขบเผาะ หรือวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บ้านก็ไม่ค่อยอบอุ่น เพื่อนก็ไม่ดีเท่าไหร่ คือถ้าโซฟีไม่ได้มาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆในเล่ม คงจะกลายเป็นเด็กแว๊นซ์ใจแตกเมืองนอร์เวย์ไปแล้ว
เรื่องราวของอภิมหาปรัชญาถูกทำให้น่าติดตามด้วยเรื่องราวของคนโรคจิตที่คอยตามรังควานโซฟี
ไอ้โรคจิตคนนั้นมันจะเขียนคำถามมาให้โซฟีตอบเล่นๆ ทุกวัน เช่น ..โลกนี้เกิดมาได้ยังไง ..เราเกิดมาทำไม
และก็คอยซุ่มดูโซฟีอยู่ตลอด มันโรคจิตจริงๆนะครับ
คำตอบที่โซฟีตอบในใจ มันคือปรัชญาตะวันตกแบบเต็มๆ ประกอบกับแผนต่างๆที่โซฟีคิดขึ้นเพื่อกระชากหน้ากากไอ้โรคจิตคนนั้น ทำให้เนื้อเรื่องชวนติดตามมาก
ไอ้โรคจิตมันก็เก่ง เพราะมันทำให้"คำถามตั้งต้น" ถูกใช้เป็นตัวกระตุ้นให้โซฟีคิดไม่หยุด ขอเอามาให้อ่านเป็นตัวอย่างสักนิด
อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต? ถ้าถามคนที่กำลังอดอยาก คำตอบคือ อาหาร ถ้าถามคนที่กำลังจะตายเพราะความหนาวเย็น คำตอบคือ ความอบอุ่น ถ้าถามคำถามเดียวกันนี้กับคนที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว คำตอบก็อาจจะเป็นการมีใครสักคนเป็นเพื่อน
แต่ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองจนครบถ้วนแล้ว ยังจะมีอะไรอีกไหมที่ทุกคนต้องการ? นักปรัชญาคิดว่ามี พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยข้าวเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าทุกคนต้องการอาหาร ทุกคนต้องการความรักและการเอาใจใส่ดูแล แต่ยังมีนอกเหนือจากนั้นอีกที่ทุกคนต้องการ นั่นคือการหาคำตอบว่า เราคือใคร และทำไมเราจึงมาอยู่ที่นี่ บางส่วนจากตอนที่ 2 หมวกของนักมายากล